รวมความผิดพลาดด้านบัญชีที่ SME เจอมาแบบเข้าใจง่ายครบ 9649800

รวมความผิดพลาดด้านบัญชีที่ธุรกิจต้องระวัง ป้องกันก่อนกระทบภาษีและงบการเงิน

ความผิดพลาดด้านบัญชี เป็นปัญหาที่สามารถเกิดขึ้นได้กับธุรกิจทุกขนาด ตั้งแต่กิจการขนาดเล็ก SME ไปจนถึงบริษัทขนาดใหญ่ โดยบางข้อผิดพลาดอาจดูเป็นเรื่องเล็ก เช่น ลงวันที่เอกสารผิด บันทึกค่าใช้จ่ายผิดหมวด หรือทำเอกสารไม่ครบ แต่เมื่อสะสมเป็นเวลานานอาจส่งผลต่อยอดภาษี กำไรขาดทุน กระแสเงินสด และความถูกต้องของงบการเงินได้

การรู้ว่าจุดใดเป็นความผิดพลาดทางบัญชีที่เกิดขึ้นบ่อย จึงช่วยให้เจ้าของกิจการสามารถวางระบบตรวจสอบและแก้ไขได้ก่อนปัญหาจะขยายตัว

1. บันทึกรายได้ไม่ครบ

หนึ่งในความผิดพลาดด้านบัญชีที่สำคัญคือ รายได้เกิดขึ้นแล้วแต่ไม่ได้บันทึกเข้าระบบบัญชี เช่น

  • รับเงินจากลูกค้าผ่านบัญชีธนาคารแต่ไม่ได้ออกเอกสาร
  • รับเงินสดแล้วไม่ได้บันทึกรายการ
  • ขายสินค้าผ่านช่องทางออนไลน์หลายแพลตฟอร์มแต่รวบรวมยอดไม่ครบ
  • มีรายได้อื่นนอกเหนือจากยอดขายหลักแต่ไม่ได้ส่งข้อมูลให้ฝ่ายบัญชี

เมื่อรายได้ในบัญชีน้อยกว่ารายได้ที่เกิดขึ้นจริง ย่อมทำให้งบการเงินและข้อมูลภาษีคลาดเคลื่อนได้

ธุรกิจจึงควรกระทบยอดรายรับระหว่าง รายการเดินบัญชีธนาคาร ระบบขาย ใบเสร็จรับเงิน และบัญชีแยกประเภท เป็นประจำ

2. บันทึกค่าใช้จ่ายผิดประเภท

ค่าใช้จ่ายของกิจการมีหลายประเภท เช่น ค่าโฆษณา ค่าขนส่ง ค่าเช่า ค่าบริการ ค่าซ่อมแซม และค่าสาธารณูปโภค

หากบันทึกผิดหมวด แม้ยอดรวมค่าใช้จ่ายอาจไม่เปลี่ยน แต่ข้อมูลทางการเงินในแต่ละบัญชีจะไม่สะท้อนลักษณะของธุรกิจอย่างถูกต้อง

ตัวอย่างเช่น บริษัทซื้อคอมพิวเตอร์สำหรับใช้งานระยะยาว แต่บันทึกเป็นค่าใช้จ่ายสำนักงานทั้งหมดทันที ทั้งที่รายการอาจต้องพิจารณาว่ามีลักษณะเป็นสินทรัพย์และมีการคิดค่าเสื่อมราคาหรือไม่

ดังนั้นก่อนลงบัญชีควรพิจารณา เนื้อหาทางเศรษฐกิจของรายการ ไม่ควรพิจารณาจากชื่อเอกสารเพียงอย่างเดียว

3. ใช้บัญชีบริษัทปะปนกับบัญชีส่วนตัว

ปัญหานี้พบได้บ่อยในธุรกิจขนาดเล็ก โดยเจ้าของกิจการใช้เงินในบัญชีบริษัทจ่ายค่าใช้จ่ายส่วนตัว หรือรับเงินของบริษัทเข้าบัญชีส่วนบุคคล

ผลที่ตามมาคือฝ่ายบัญชีแยกไม่ได้ว่าเงินรายการใดเป็นของกิจการและรายการใดเป็นของกรรมการหรือเจ้าของกิจการ

ในระยะยาวอาจเกิดบัญชี เช่น

  • ลูกหนี้กรรมการ
  • เจ้าหนี้กรรมการ
  • เงินทดรอง
  • ค่าใช้จ่ายที่ไม่เกี่ยวข้องกับกิจการ

ทางที่ดีที่สุดคือ แยกบัญชีธนาคารของธุรกิจออกจากบัญชีส่วนตัวอย่างชัดเจน

4. เอกสารซื้อและเอกสารขายไม่ครบ

บัญชีที่ถูกต้องต้องอาศัยหลักฐานประกอบรายการ เช่น

  • ใบเสร็จรับเงิน
  • ใบกำกับภาษี
  • ใบแจ้งหนี้
  • ใบส่งของ
  • หนังสือรับรองหัก ณ ที่จ่าย
  • สัญญา
  • หลักฐานการชำระเงิน

หากเอกสารสูญหายหรือเก็บไม่เป็นระบบ นักบัญชีอาจไม่สามารถพิสูจน์ที่มาของรายการได้ครบถ้วน

ธุรกิจควรเปลี่ยนจากการเก็บเอกสารแบบกระจัดกระจาย มาเป็นระบบจัดเก็บตาม เดือน ประเภทเอกสาร และคู่ค้า รวมถึงสำรองเป็นไฟล์ดิจิทัล

5. ใช้ใบกำกับภาษีไม่ถูกต้อง

ธุรกิจที่จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มต้องให้ความสำคัญกับเอกสารภาษีอย่างมาก โดยเฉพาะภาษีซื้อและภาษีขาย

ตัวอย่างความผิดพลาดที่พบได้ เช่น

  • ชื่อหรือเลขประจำตัวผู้เสียภาษีไม่ถูกต้อง
  • รายละเอียดเอกสารไม่ครบ
  • นำเอกสารรายการเดียวมาบันทึกซ้ำ
  • บันทึกภาษีซื้อผิดเดือน
  • บันทึกภาษีขายไม่ครบ
  • ตัวเลขในรายงานภาษีไม่ตรงกับข้อมูลจริง

กรมสรรพากรมีแบบ ภ.พ.30 สำหรับการแสดงรายการภาษีมูลค่าเพิ่ม และมีรายละเอียดเกี่ยวกับภาษีขายและภาษีซื้อของสถานประกอบการ

ผู้ประกอบการสามารถตรวจสอบแบบภาษีมูลค่าเพิ่มได้ที่ กรมสรรพากร – แบบแสดงรายการภาษีมูลค่าเพิ่ม

6. หักภาษี ณ ที่จ่ายผิด

การหักภาษี ณ ที่จ่ายเป็นอีกเรื่องที่เกิดข้อผิดพลาดได้บ่อย เนื่องจากการจ่ายเงินแต่ละประเภทอาจมีหลักเกณฑ์แตกต่างกัน

ตัวอย่างเช่น

  • เลือกอัตราหักไม่ถูกต้อง
  • จ่ายเงินแล้วไม่ได้หักภาษี
  • ออกหนังสือรับรองผิดยอด
  • เลือกแบบ ภ.ง.ด. ไม่ถูกต้อง
  • นำส่งภาษีไม่ตรงกับหนังสือรับรอง

กรมสรรพากรมีแบบสำหรับภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย เช่น ภ.ง.ด.3 และ ภ.ง.ด.53 รวมถึงแบบหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย

ตรวจสอบข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ กรมสรรพากร – ภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย

7. ลูกหนี้การค้าไม่ตรงกับยอดจริง

เมื่อกิจการขายสินค้าและบริการเป็นเงินเชื่อ จะเกิดบัญชีลูกหนี้การค้า

ปัญหาที่พบบ่อยคือ

  • ลูกค้าชำระเงินแล้วแต่ยังไม่ตัดลูกหนี้
  • บันทึกรับชำระซ้ำ
  • มีใบลดหนี้แต่ไม่ได้ปรับยอด
  • ลูกหนี้ค้างชำระหลายปีโดยไม่มีการติดตาม
  • ยอดในบัญชีไม่ตรงกับข้อมูลของลูกค้า

ควรทำ Aging Report หรือรายงานอายุลูกหนี้ เพื่อแบ่งลูกหนี้ตามระยะเวลาค้างชำระ เช่น ไม่เกิน 30 วัน 31–60 วัน 61–90 วัน และมากกว่า 90 วัน

วิธีนี้ช่วยให้ธุรกิจมองเห็นความเสี่ยงด้านการเก็บเงินได้รวดเร็วขึ้น

8. เจ้าหนี้การค้าไม่ตรงกับคู่ค้า

ปัญหาฝั่งเจ้าหนี้ก็เกิดได้เช่นเดียวกับลูกหนี้ เช่น ได้รับสินค้าหรือบริการแล้วแต่ยังไม่ได้บันทึกเจ้าหนี้ หรือชำระเงินแล้วแต่ยังไม่ได้ตัดยอด

หากไม่ได้ตรวจสอบเป็นประจำ อาจเกิดปัญหา

  • จ่ายเจ้าหนี้ซ้ำ
  • จ่ายเงินผิดบริษัท
  • ลืมชำระหนี้
  • ยอดเจ้าหนี้ปลายปีสูงหรือต่ำกว่าความจริง

กิจการควรกระทบยอดกับ Statement หรือเอกสารยืนยันยอดจากคู่ค้าเป็นระยะ

9. เงินฝากธนาคารไม่ตรงกับบัญชี

ยอดเงินฝากในสมุดบัญชีของกิจการอาจไม่เท่ากับยอดจากธนาคารในวันเดียวกัน เนื่องจากอาจมีรายการระหว่างทาง เช่น

  • เช็คที่ยังไม่ขึ้นเงิน
  • เงินโอนที่ยังไม่ได้บันทึก
  • ค่าธรรมเนียมธนาคาร
  • ดอกเบี้ยรับ
  • รายการหักบัญชีอัตโนมัติ

ดังนั้นกิจการควรจัดทำ Bank Reconciliation หรือการกระทบยอดเงินฝากธนาคาร ทุกเดือน

ถือเป็นหนึ่งในระบบควบคุมภายในพื้นฐานที่ช่วยตรวจพบความผิดพลาดได้รวดเร็วมาก

10. สินค้าคงเหลือไม่ตรงกับของจริง

ธุรกิจที่มีสินค้าอาจพบว่าจำนวนสินค้าในระบบไม่ตรงกับสินค้าที่อยู่ในคลัง

สาเหตุอาจมาจาก

  • รับสินค้าแต่ไม่ได้บันทึก
  • ขายสินค้าแล้วไม่ได้ตัดสต๊อก
  • ของเสียหรือสินค้าหมดอายุไม่ได้ตัดออก
  • สูญหาย
  • นับสินค้าผิด
  • รหัสสินค้าซ้ำกัน

ธุรกิจจึงควรมีระบบควบคุมสินค้าและตรวจนับสินค้าคงเหลืออย่างสม่ำเสมอ

11. ไม่บันทึกค่าเสื่อมราคาทรัพย์สิน

เมื่อกิจการซื้อสินทรัพย์มาใช้งานหลายปี เช่น รถยนต์ เครื่องจักร เฟอร์นิเจอร์ หรืออุปกรณ์สำนักงาน บางกรณีต้องบันทึกเป็นสินทรัพย์และทยอยรับรู้ค่าเสื่อมราคาตามหลักเกณฑ์ที่เกี่ยวข้อง

หากลืมบันทึกค่าเสื่อม อาจทำให้

สินทรัพย์สูงเกินจริง + ค่าใช้จ่ายต่ำเกินจริง + กำไรสูงเกินจริง

กิจการจึงควรมีทะเบียนทรัพย์สินที่แสดงวันที่ซื้อ ราคาทุน อายุการใช้งาน และค่าเสื่อมราคาสะสมอย่างเป็นระบบ

12. บันทึกรายการผิดงวดบัญชี

รายได้หรือค่าใช้จ่ายบางรายการเกิดขึ้นในเดือนหนึ่ง แต่เอกสารได้รับในอีกเดือนหนึ่ง จึงทำให้หลายกิจการบันทึกผิดงวด

ตัวอย่างเช่น ค่าไฟฟ้าเดือนธันวาคมแต่ได้รับใบแจ้งหนี้เดือนมกราคม

หากกิจการบันทึกทุกอย่างตามวันที่ได้รับเอกสารโดยไม่พิจารณางวดที่เกี่ยวข้อง งบการเงินแต่ละช่วงเวลาอาจคลาดเคลื่อน

โดยเฉพาะช่วง ปิดบัญชีสิ้นเดือนและสิ้นปี ควรตรวจสอบรายการค้างรับ ค้างจ่าย และรายการที่เกี่ยวข้องกับงวดบัญชีให้ครบถ้วน

13. ไม่กระทบยอดบัญชีก่อนปิดงบ

การบันทึกบัญชีทุกวันไม่ได้หมายความว่าบัญชีจะถูกต้องโดยอัตโนมัติ

ก่อนจัดทำงบการเงินควรกระทบยอดบัญชีสำคัญ เช่น

  • เงินสด
  • เงินฝากธนาคาร
  • ลูกหนี้
  • เจ้าหนี้
  • สินค้าคงเหลือ
  • ภาษีซื้อ
  • ภาษีขาย
  • ภาษีหัก ณ ที่จ่าย
  • เงินกู้ยืม
  • ลูกหนี้หรือเจ้าหนี้กรรมการ
  • สินทรัพย์ถาวร

หากปล่อยความผิดพลาดสะสมไว้หลายปี การแก้ไขย้อนหลังจะยิ่งซับซ้อนขึ้น

14. ลงบัญชีซ้ำ

ระบบบัญชีที่รับข้อมูลจากหลายแหล่งมีโอกาสเกิดรายการซ้ำได้ เช่น เจ้าหน้าที่บันทึกใบซื้อหนึ่งครั้ง และระบบนำเข้าข้อมูลจากโปรแกรมอีกหนึ่งครั้ง

ผลคือค่าใช้จ่าย เจ้าหนี้ ภาษีซื้อ หรือสินทรัพย์อาจถูกบันทึกสองเท่า

ควรกำหนดเลขที่เอกสารและระบบตรวจสอบรายการซ้ำก่อนบันทึกข้อมูลเข้าบัญชี

15. ไม่ตรวจสอบมาตรฐานบัญชีที่ใช้อยู่

หลักการบัญชีไม่ได้หยุดนิ่ง แต่มีการปรับปรุงมาตรฐานและแนวปฏิบัติเป็นระยะ

สภาวิชาชีพบัญชีมีการเผยแพร่มาตรฐานการรายงานทางการเงินและคู่มืออธิบายมาตรฐานเพื่อช่วยให้ผู้ประกอบวิชาชีพและผู้สนใจสามารถศึกษาหลักการที่เกี่ยวข้องได้

สำหรับมาตรฐานฉบับปรับปรุงปี 2568 กำหนดให้ใช้กับรอบระยะเวลาบัญชีที่เริ่ม ณ หรือหลังวันที่ 1 มกราคม 2569

สามารถตรวจสอบมาตรฐานและคู่มือได้ที่ สภาวิชาชีพบัญชี – มาตรฐานการรายงานทางการเงิน

หากพบความผิดพลาดทางบัญชีต้องทำอย่างไร

เมื่อพบรายการผิด ไม่ควรรีบแก้ด้วยการลบข้อมูลเดิมโดยไม่มีหลักฐาน ควรตรวจสอบก่อนว่า

รายการเดิมคืออะไร → ผิดตรงไหน → เกิดขึ้นงวดใด → กระทบบัญชีและภาษีอะไร → ต้องปรับปรุงอย่างไร

หากเป็นข้อผิดพลาดที่กระทบงบการเงิน ควรพิจารณาหลักเกณฑ์ตามมาตรฐานการบัญชีที่เกี่ยวข้อง โดย TAS 8 ครอบคลุมเรื่องนโยบายการบัญชี การเปลี่ยนแปลงประมาณการทางบัญชี และข้อผิดพลาด

กรณีเกี่ยวข้องกับภาษีควรตรวจสอบเพิ่มเติมว่าจำเป็นต้องยื่นแบบเพิ่มเติมหรือแก้ไขรายการภาษีหรือไม่ ตัวอย่างเช่น กรมสรรพากรระบุหลักการสำหรับกรณีแบบ ภ.พ.30 มีรายการไม่ถูกต้องหรือคลาดเคลื่อน และมีแนวทางในการยื่นเพิ่มเติมตามกรณี

วิธีลดความผิดพลาดด้านบัญชีในระยะยาว

ธุรกิจไม่จำเป็นต้องรอให้ถึงวันปิดงบจึงค่อยตรวจบัญชี แต่ควรวางระบบตรวจสอบตั้งแต่ต้นทาง โดยกำหนดผู้รับผิดชอบเอกสารแต่ละประเภท แยกบัญชีบริษัทออกจากบัญชีส่วนตัว กระทบยอดธนาคารทุกเดือน ตรวจสอบลูกหนี้และเจ้าหนี้ และส่งเอกสารให้นักบัญชีอย่างสม่ำเสมอ

ยิ่งข้อมูลบัญชีได้รับการตรวจสอบบ่อยเท่าไร โอกาสที่จะเกิดความผิดพลาดสะสมก็ยิ่งลดลง

สรุป

ความผิดพลาดด้านบัญชี ไม่ได้มีเพียงการบันทึกตัวเลขผิด แต่ครอบคลุมตั้งแต่รายได้ไม่ครบ ค่าใช้จ่ายผิดประเภท เอกสารไม่สมบูรณ์ ภาษีผิด ลูกหนี้เจ้าหนี้คลาดเคลื่อน ไปจนถึงการรับรู้รายการผิดงวดบัญชี

ธุรกิจที่มีระบบบัญชีที่ดีควรสามารถตอบได้ว่า เงินมาจากไหน ใช้ไปกับอะไร ลูกหนี้เหลือเท่าไร เจ้าหนี้ต้องจ่ายเท่าไร ภาษีถูกต้องหรือไม่ และตัวเลขในงบการเงินสามารถตรวจสอบย้อนกลับได้หรือไม่

การตรวจสอบบัญชีเป็นประจำจึงไม่ใช่เพียงเรื่องของการทำงบหรือยื่นภาษี แต่เป็นส่วนหนึ่งของการควบคุมธุรกิจและช่วยให้ผู้บริหารใช้ข้อมูลทางการเงินในการตัดสินใจได้อย่างมั่นใจมากขึ้น

How useful was this post?

Click on a star to rate it!

Average rating 5 / 5. Vote count: 5

No votes so far! Be the first to rate this post.